รายงานวิเคราะห์ของสหประชาชาติเตือนว่า สภาพอากาศโลกในช่วง 4 ปีที่ผ่านมานี้ “ร้อนที่สุด” และหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ทศวรรษปัจจุบันจะเป็นช่วงเวลาที่โลกร้อนที่สุด เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ว่าองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ( ดับเบิลยูเอ็มโอ ) ซึ่งเป็นองค์การชำนัญพิเศษด้านสภาพอากาศโลกภายใต้การกำกับดูแลของสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) ออกรายงานเมื่อวันพุธ ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกร้อนเมื่อปีที่แล้วสูงขึ้น 1.0 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม และหากสถานการณ์ยังมีทิศทางเป็นเช่นนี้ต่อไป อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงขึ้นอีกปีละ 1.5 องศาเซลเซียสภายในระยะเวลาอีก 5 ปีข้างหน้า

ขณะเดียวกัน ช่วงเวลาระหว่างปี 2557 ถึง 2565 จะเป็นทศวรรษที่สภาพอากาศโลกร้อนที่สุดนับตั้งแต่ดับเบิลยูเอ็มโอเริ่มวิเคราะห์อุณหภูมิบนโลกย้อนหลังอย่างจริงจังนับตั้งแต่ปี 2350 เป็นต้นมา โดยปี 2559 ยังคงครองสถิติเป็นปีที่ร้อนที่สุดในรอบทศวรรษนี้ เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญในปีนั้นมีความรุนแรงกว่าปกติมาก ตามด้วยปี 2558 2560 และ 2561

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สภาพอากาศโลกในปีนี้มีแนวโน้มเลวร้ายตั้งแต่ต้นปี เมื่อปรากฏว่าเดือนม.ค. ปีนี้เป็นเดือนซึ่งร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ของออสเตรเลีย ในขณะที่ซีกโลกเหนือเผชิญกับปรากฏการณ์ลมวนขั้วโลก “โพลาร์ วอร์เท็กซ์” ครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 5 ปี ส่งผลให้อุณหภูมิในพื้นที่บางส่วนของภูมิภาคมิดเวสต์ในสหรัฐลดต่ำลงถึง -53 องศาเซลเซียส ( -64 องศาฟาเรนไฮต์ )

อนึ่ง รายงานของดับเบิลยูเอ็มโอสอดคล้องกับช้อมูลขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ ( นาซา ) และสำนักงานสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ ( โนอา ) ว่าปี 2561 เป็นปีซึ่งสภาพอากาศร้อนที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกในรอบทศวรรษ โดยเมื่อปีที่แล้วปีเดียวเกิดภัยธรรมชาติ “ระดับดับรุนแรง” 14 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตรวมกันอย่างเป็นทางการ 247 คน สร้างความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจโลก 91,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 2.9 ล้านล้านบาท )



Categories: news